| Written by Administrator |
| Monday, 28 December 2009 05:53 |
นายวรุธ สุวกร กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงสาเหตุหลักที่ทำให้รายได้ของบริษัทลดลงในปีนี้มาจากอัตราค่าบริการในตลาดโทรคมนาคมที่ลดลง อาทิ ค่าโทรศัพท์ และค่าอินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์ รวมถึงความไม่แน่นอนของรายได้สัมปทาน ที่มีอัตราลดลงมาทุกปี สำหรับผลประกอบการตั้งแต่เดือน ม.ค.-ต.ค. ปีนี้ บริษัทมีรายได้ 59,068 ล้านบาท ลดลงประมาณ 720 ล้านบาท หรือประมาณ 1.2% เมื่อเทียบกับปี 2551 มีรายได้ 59,788 ล้านบาท นอกจากนี้ บริษัทได้ปรับลดค่าใช้จ่ายลงเหลือ 53,021 ล้านบาท จากปีที่ผ่านมาอยู่ที่ 54,093 ล้านบาท จึงส่งผลให้บริษัทมีกำไรในช่วง 10 เดือน เพิ่มขึ้นเป็น 6,047 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 21.1% จากเดิม 4,995 ล้านบาท ส่วนกำไรทั้งปีนี้จะอยู่ที่ 5,700-5,800 ล้านบาท จากปีที่ผ่านมามีกำไร 5,600 ล้านบาท และในปี 2553 คาดว่าจะมีกำไรทั้งปี 4,000-5,000 ล้านบาท ขณะที่การดำเนินงานที่สำคัญในปีนี้ในธุรกิจบรอดแบนด์ (อินเทอร์เน็ตความเร็วสูง) โดยช่วง 3 ไตรมาส ได้ลูกค้าเพิ่ม 890,000 พอร์ต ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปี 51 ถึง 40% จากสิ้นปีที่ผ่านมามีจำนวน 240,000 พอร์ต ขณะที่ธุรกิจใหม่บริการ 3G ยังไม่มีตัวเลขรายได้แต่อย่างใด เนื่องจากเพิ่งเริ่มเปิดให้บริการในไตรมาส 4 แต่ในขณะนี้มีลูกค้าประมาณ 8,000 ราย ซึ่งเป็นจำนวนที่น้อย นายวรุธ กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม บริษัทคาดการณ์ว่ารายได้รวมทั้งปีน่าจะอยู่ที่ 70,000 ล้านบาท หรือลดลง 2.4% ซึ่งเป็นผลมาจากราคาค่าบริการในตลาดโทรคมนาคมลดลง อีกทั้งรายได้สัมปทานในปีนี้ลดลงเหลือประมาณ 20,000 ล้านบาท จากปีที่ผ่านมาอยู่ที่ 23,000 ล้านบาท โดยคาดว่าในปี 2553 รายได้จากสัมปทานมีแนวโน้มลดลงอยู่ที่ 18,000 ล้านบาท ส่วนรายได้จากบริการของทีโอที ทั้งปีได้คาดการณ์ไว้ที่ 25,000 ล้านบาท โดยช่วง 10 เดือน ทำรายได้แล้วประมาณ 22,000 ล้านบาท จากปีที่ผ่านมา 27,000 ล้านบาท “รายได้รวมของทีโอทีในปี 53 ที่ตั้งเป้าไว้ว่าจะโตประมาณ 3% นั้น ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับปัจจัยในเรื่องสภาวะเศรษฐกิจของประเทศว่ามีความมั่นคง หรือมีเหตุการณ์ความไม่สงบหรือไม่ ประการใด เพราะจะเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้เป้าที่เราวางไว้อาจไปไม่ถึงฝันก็เป็นได้” นายวรุธ กล่าว ส่วนในปี 53 ทีโอทีคาดว่ารายได้รวมของบริษัททั้งปีอยู่ที่ 69,000 ล้านบาท ทั้งนี้ ถ้าหากเศรษฐกิจกลับมาฟื้นตัว ตามที่หลายฝ่ายคาดการณ์ไว้ รายได้ของทีโอทีจะสามารถกลับมาเติบโตเพิ่มขึ้นจากปีนี้ประมาณ 3% ส่วนกำไรสุทธิปีหน้าคาดว่าจะต่ำกว่าปีนี้ เนื่องจากมี ค่าใช้จ่ายเรื่องสรรพสามิต อีกประมาณ 2,900 ล้านบาท ที่ทางบริษัทจะต้องเสีย ทีโอทียังทุ่มงบประมาณในการขยายโครงข่ายในปีหน้าไว้ที่ 8,000 ล้านบาท และการปรับเปลี่ยนเทคโนโลยีไปสู่โครงข่ายแบบ NGN (Next Generation Network) รวมถึงการเตรียมการขยายโครงข่ายไฟเบอร์ ทู ยู ไปตามอาคารผู้พักอาศัยให้มากขึ้น นอกจากบริการในแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญ อาทิ จังหวัดภูเก็ต ออกไปยังพื้นที่พัทยา ศรีราชา ชลบุรี สุราษฎร์ธานี และนครหลวง รวมทั้งการลงทุนเพิ่มในเรื่องคุณภาพของโทรศัพท์เคลื่อนที่ 3G อีกทั้งการนำเอา ICT Solutions ผนวกบริการเทคโนโลยีสารสนเทศ และการสื่อสารแบบครบวงจร โดยการบริหารจัดการเครือข่ายสื่อสารข้อมูลเข้าด้วยกัน เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าองค์กรที่มีความซับซ้อนภายในหน่วยงาน ขณะที่แนวโน้มธุรกิจโทรคมนาคมในปี 2553 ผู้ประกอบการจะให้ความสนใจบริการ 3G โดยจะมีเม็ดเงินหมุนเวียนไม่ต่ำกว่า 70,000 ล้านบาท รวมถึงตลาดอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง คาดว่าจะมีจำนวนผู้ใช้บริการบรอดแบนด์ ไม่ต่ำกว่า 3 ล้านพอร์ต จากเดิมที่มีจำนวนประมาณ 2.4 ล้านพอร์ต ในปี 2552 หรือเพิ่มขึ้น 25% จากแนวโน้มดังกล่าวทำให้ทีโอที ตั้งเป้าในปี 2553 ต้องเพิ่มฐานลูกค้าบรอดแบนด์อีก 30% หรือ ประมาณ |
Sunday, February 14, 2010
ทีโอที เผยผลประกอบการปี 52
Subscribe to:
Post Comments (Atom)

No comments:
Post a Comment